Top

ทัวร์ยุโรป EUROPE อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส

ชื่อทัวร์ : ทัวร์ยุโรป EUROPE อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
สายการบิน : การบินไทย
ระยะเวลา : 9 วัน 6 คืน
ราคาเริ่มต้น : 65,900 บาท
วันที่เดินทาง

3 - 11 เม.ย. 63
1 - 9 พ.ค. 63
2 – 10 มิ.ย. 63
3 – 11 ก.ค. 63

รายละเอียดทัวร์

ทัวร์ยุโรป

EUROPE อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส 9 วัน 6 คืน

วันที่ 1               สนามบินสุวรรณภูมิ

21.00 น.            พร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ประตู 3 เคาน์เตอร์ D สายการบินไทย แอร์เวย์ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

วันที่ 2               โรม (อิตาลี) นครรัฐวาติกัน มหาวิหารเซ้นท์ ปีเตอร์ โครลอสเซียม • น้ำพุเทรวี่ • บันไดสเปน • ปิซ่า    ( - / กลางวัน / เย็น )

00.01 น.            ออกเดินทางสู่ กรุงโรม (ROME) ประเทศอิตาลี เที่ยวบินที่ TG 944 (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง)

(บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)

06.00 น.            เดินทางถึง สนามบินนานาชาติฟูมิซิโน่ (FIUMICINO ROME AIRPORT) ประเทศอิตาลี นำท่านผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชม.)

** สำหรับพีเรียดตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค. 63  เที่ยวบินที่ TG 944

โดยจะออกจากกรุงเทพฯ เวลา 00.20 น. บินถึงกรุงโรม เวลา 06.50 น. ** 

นำท่านเดินทางสู่ นครรัฐวาติกัน (STATE OF THE VATICAN CITY) นครแห่งคริสตจักรที่อยู่ในกรุงโรม ถือเป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนิกชน นิกายโรมันคาทอลิก เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา และประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ นำท่านถ่ายรูปบริเวณ จัตุรัสนักบุญปีเตอร์ (ST. PETERSQUARE) ออกแบบโดย จาน ลอเรนโซ เบอร์นินี อีกหนึ่งประติมากรผู้ได้ฉายาว่า สามารถเสกหินอ่อนให้หายใจได้ จัตุรัสสามารถจุคนได้ประมาณ 60,000 คน ตรงกลางมีเสาโอบีสิสหินแกรนิตแดง สูง 25.5 เมตร จากอียิปต์ ซึ่งเป็นการแสดงถึงแสงยานุภาพของโรมันที่มีต่อประเทศในยุโรปและแถบเมดิเตอร์เรเนียนในขณะนั้น                      

จากนั้นนำท่านเก็บรูปเป็นที่ระลึกบริเวณด้านนอก กับความยิ่งใหญ่ของ อีก 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ต้นแบบของสนามกีฬาของโลก เป็นแหล่งบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโรมัน โคลอสเซี่ยม (COLOSSEUM) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ฟราเวียนแอมฟิเธียเตอร์ สร้างขึ้นในสมัยของจักพรรดิเวสปาเซียนในปี ค.ศ. 70 ก่อนเปิดอย่างเป็นทางการในอีก 10 ปีต่อมาในสมัยพระเจ้าไททัส เป็นสนามกีฬาที่จะเป็นการประชันการต่อสู่ระหว่างเหล่านักรบกลาดิเอเตอร์ด้วยกันเอง และกับสัตว์ดุร้าย เช่น สิงโต ช้าง แรด เป็นต้น

 บ้างก็กล่าวกันว่าการต่อสู้ในโคลอสเซี่ยมทำให้สัตว์บางชนิดแทบจะศูนย์พันธุ์เลยทีเดียว การสร้างอาคารแบบอัฒจันทร์กลม 3 ชั้นขนาดใหญ่แห่งนี้ยังถือว่าเป็นการผลิตซีเมนต์แห่งแรกๆ ของโลกอีกด้วย 

ถัดกันไม่ไกลพาท่าน ผ่านชม โรมันฟอรั่ม (ROMANS FORUM) อดีตศูนย์กลางทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของอาณาจักรโรมัน โดยบริเวณนี้นั้นเป็นที่ตั้งของประตูชัย 2 แห่ง ที่เป็นต้นแบบของฝรั่งเศส นั่นคือ ประตูชัยคอนสแตนติน สร้างขึ้นในครั้งที่พระเจ้าคอนสแตนตินได้ชัยชนะเหนือพระเจ้าแมกเซนเทียส และประตูชัยไททัสที่สร้างขึ้นหลังจากได้รับชัยชนะเหนือเมืองเยลูซาเล็มในปี 81

จากนั้นนำท่านชมความงามของ น้ำพุเทรวี่ (TREVI FOUNTAIN) ที่มักกล่าวกันว่าเป็นน้ำพุที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่แท้จริงแล้วน้ำพุแห่งนี้เป็น 1 ใน จุดพักน้ำจากสะพานส่งน้ำเท่านั้น แต่ด้วยความสวยงามในรูปแบบสถานปัตยกรรมแบบบาโรก ตรงกลางมีรูปปั้นเนปจูนหรือเทพโพไซดอนพร้อมเหล่าอาชาอยู่ โดยที่มาของชื่อน้ำพุแห่งนี้นั้นมาจากหญิงชาวโรม นามเทรวี่ที่ได้บริจาคพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นสาธารณะประโยชน์ บริเวณด้วยรอบยังมีร้านไอศกรีมเจลาโต้รสเลิศ ของขึ้นชื่อของอิตาลีที่มีหลากหลายรส ถัดกันไปไม่ไกล

นำท่านเดินชมและถ่ายรูปบริเวณ บันไดสเปน (SPANISH STEPS) บันไดที่กว้างที่สุดในยุโรป เชื่อมระหว่างจัตุรัสสปังนา กับโบสถ์ทรีนิตี้ หากจุดโรแมนติคของปารีสคือหอไอเฟล บันไดสเปนก็เปรียบได้เช่นนั้น เพราะภาพยนตร์รักหลากหลายเรื่องที่ถ่ายทำในโรมนั้น ก็มักจะไม่พลาดที่จะให้คู่พระนางบอกรักหรือจุมพิตกันที่บันไดแห่งนี้ นอกจากนั้นยังมีสินค้าแบรนด์เนมหลากหลายให้ท่านได้เลือกสรรค์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น Gucci, Louis Vuitton, Prada, Longchamp, Chanel, DIOR, Balenciaga เป็นต้น แต่หากสนใจชิมกาแฟเอสเปรสโซ่ต้นตำหรับ ก็มีร้านกาแฟมากมายให้ท่านได้ลิ้มลอง

เที่ยง                 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น (มื้อที่ 1)

                        นำท่านเดินทางสู่ เมืองปิซ่า (PISA) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. อยู่ในแคว้นทัสคานี เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักอย่างดีเกี่ยวกับหอเอนเมืองปิซ่า  ซากโบราณวัตถุของเมืองที่ยังหลงเหลือจากศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล เป็นเมืองที่เคยมีความสำคัญอย่างมากด้านการค้าขายในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงประมาณศตวรรษที่ 11

 

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น (มื้อที่ 2)

ที่พัก                 HOTEL GALILEI 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

วันที่ 3               ปิซ่าเวนิสเมสเตร้ท่าเรือตรอนเคตโต้ เกาะเวนิส จัตุรัสเซ็นท์ มาร์คสะพานรีอาลโต้เวนิสเมสเตร้ ( เช้า / กลางวัน / เย็น )

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 3)

นำท่านถ่ายรูปด้านหน้าบริเวณ จัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (PIAZZA DEL DUOMO) อันเป็นที่ตั้ง หอเอนเมืองปิซ่า (LEANING TOWER OF PISA) หอระฆังทรงกระบอก 8 ชั้น ที่สร้างด้วยหินอ่อนขาว เอกลักษณ์และสาเหตุที่ทำให้หอระฆังแห่งนี้ได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนั้นคือการที่ตัวอาคารมีลักษณะเอียงไปทางเหนือประมาณ 3.97 องศา หอเอนแห่งนี้แรกเริ่มสร้างในปี 1174 แต่เมื่อสร้างขึ้นไปเพียง 3 ชั้น ฐานอาคารก็เกิดการทรุดตัวลง เนื่องจากเนื้อดินในบริเวณนี้ไม่มีชั้นหินแทรก ประกอบกับตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำอาร์โน ทำให้ดินมีความชื้นและเหลวกว่าปกติ จนทำให้ต้องยุติการก่อสร้างไปกว่า 94 ปี จนกระทั่งปี 1272 จีโอวานี ดี ซีโมเน่ (Giovanni di Simone) ได้มาสานต่อ ก่อนชั้นที่ 7 ของอาคารจะเสร็จในปี 1319 และเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี 1372 นับเป็นเวลาร่วม 199 ปี นับจากวันที่เริ่มสร้าง

เที่ยง                 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน (มื้อที่ 4)

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองเวนิส (VENICE MESTRE) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชม. ฝั่งแผ่นดินใหญ่เมืองหลวงของแคว้นเวเนโต เวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติก เป็นเมืองท่าโบราณ และเป็นเมืองที่ใช้คลองในการคมนาคมมากที่สุด

นำเดินทางสู่ ท่าเรือตรอนเคตโต้ (TRONCHETTO) ล่องเรือผ่านชมบ้านเรือนของชาวเวนิสสู่ เกาะเวนิส หรือ เวเนเซีย (VENEZIA) ดินแดนแสนโรแมนติก สมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก" มีเกาะน้อยใหญ่กว่า 118 เกาะ และมีสะพานเชื่อมถึงกันกว่า 400 แห่ง ขึ้นฝั่งที่บริเวณ ซานมาร์โคศูนย์กลางของเกาะเวนิส

นำท่านถ่ายรูปบริเวณ จัตุรัสเซ็นท์ มาร์ค (ST. MARK′S SQUARE) ที่จักรพรรดิ  นโปเลียนยกย่องว่าเป็นห้องรับแขกที่สวยที่สุดของยุโรป และยังเป็นที่ตั้งของ มหาวิหารซันมาร์โก (SAN MARCO BASILICA) มหาวิหารประจำเขตอัครบิดรเวนิส สร้างขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากถูกทำลายไปเกือบหมดสิ้นในครั้งที่ออกโตมันเข้ายึด เป็นที่เก็บอัฐินักบวชมาร์โกแห่งอเล็กซานเดรียที่ชาวเวนิสนำมา สำหรับตัวมหาวิหารจะเชื่อมกับ พระราชวังดอร์จ (DOGE′S PALACE) พระราชวังแบบเวนิส-โกธิคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของดยุคแห่งเวนิส และยังมี หอระฆังซันมาร์โก (ST MARK′S CAMPANILE) หอระฆังสูง 98.6 เมตร โดยอิงการสร้างจากรูปแบบเดิมในปี 1514 และพังทลายลงในปี 1902

ไม่ไกลกันจะเป็นที่ตั้งของ สะพานถอนหายใจ (BRIDGE OF SIGHS) สะพานซุ้มโค้งที่เชื่อมระหว่างพระราชวังดอร์จและเรือนจำ โดยสาเหตุที่ได้ชื่อว่าสะพานถอนหายใจนั้นมีอยู่หลายเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็นการถอนหายใจของนักโทษที่กำลังเดินผ่านสะพานแห่งนี้ซึ่งทราบดีว่า แสงอาทิตย์ที่สาดผ่านเข้ามาจะเป็นแสงสุดท้ายก่อนที่ตนใจเข้าเรือนจำ บ้างก็ว่ามีคู่รักคู่หนึ่งได้นั่งเรือกอนโดร่ามาที่บริเวณสะพานแห่งนี้ได้จุมพิตกันและถอนหายใจด้วยความสุขที่รักของตนจะเป็นนิรันดร

 แต่เรื่องที่ทำสะพานนี้โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น นักรักบันลือโลกแห่งเวนิสอย่าง จิอาโคโม จิโรลาโม คาสโนวา เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถออกจากเรือนจำแห่งนี้ได้ โดยเรื่องราวของชายหนุ่มมากด้วยวาทะศิลป์คนนี้ถูกตีพิมพ์และโด่งดังในปี 1855 และถูกทำเป็นภาพยนตร์ในปี 2005 

จากนั้นนำท่านชมบริเวณ สะพานรีอาลโต้ (RIALTO BRIDGE) สะพานข้ามคลองหลักอันเก่าแก่ที่สุดของเวนิส รายล้อมไปด้วยร้านค้าต่างๆ ถ่ายภาพกับจุดชมวิวบนสะพาน ที่ท่านสามารถมองเห็น GRAND CANAL คลองที่ใหญ่ที่สุด ผ่ากลางเกาะเวนิส ชมวิถีชีวิตกลางสายน้ำของชาวท้องถิ่นที่ใช้คลองแทนถนน

หมายเหตุ :        ราคาทัวร์ไม่รวมค่านั่งเรือกอนโดล่า หากท่านสนใจนั่งเรือกอนโดล่า สามารถแจ้งทางหัวหน้าทัวร์ เพื่อประสานงานให้ได้ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ท่านติดต่อกับเรือเองเพื่อความปลอดภัยของท่าน เนื่องจากอาจมีมิจฉาชีพแอบแฝงตัวมา

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น เมนูพิเศษ!! สปาเก็ตตี้เส้นหมึกแบบเวนิส (มื้อที่ 5)

                        จากนั้นนำท่านล่องเรือกลับขึ้นสู่ฝั่งเมสเตร้

ที่พัก                 HOLIDAY INN VENICE MESTRE MARGHERA 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

 

วันที่ 4               เวนิส มิลานมหาวิหารมิลานอินเทอลาเก้น (สวิตเซอร์แลนด์)      (เช้า / กลางวัน / เย็น)

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 6)

นำท่านเดินทางสู่ มิลาน (MILAN) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. เมืองสำคัญทางภาคเหนือของอิตาลี ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี ชื่อเมืองมิลานมาจากภาษาเซลต์คำว่า MID-LAN ซึ่งหมายถึงอยู่กลางที่ราบ มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ

เที่ยง                 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น (มื้อที่ 7) 

นำท่านแวะถ่ายรูปด้านหน้า มหาวิหารมิลาน (DUOMO DI MILANO) หนึ่งในโบสถ์ศริสต์สถาปัตยกรรมกอธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในวิหารเชื่อกันว่ามีการบรรจุหมุดตรึงไม้กางเขนของจริงที่ใช้ในการประหารชีวิตพระเยซูอยู่ ตัวอาคารสีขาวโด่ดเด่น สูง 157 เมตร กว้าง 92 เมตร ประกอบด้วยยอดแหลม 135 ยอด จุดสูงสุดของอาคารเป็นรูปปั้นพระแม่มารีย์ทำจากทองสัมฤทธิ์สูง 4 เมตร บริเวณด้านหน้าตกแต่งด้วยรูปสลักหินอ่อนที่ตกแต่งอย่างประณีต มหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1386 โดยตระกูลวิสคอนดิ และใช้เวลาในการสร้างถึง 579 ปี ซึ่งประตูบานสุดท้ายซึ่งถือเป็นการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ได้ถูกประกอบในปี 1965

จนกระทั่งได้เวลาสมควร นำท่านเดินทางสู่ เมืองอินเทอลาเก้น (INTERLAKEN) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. เมืองที่อยู่ท่ามกลาง 2 ทะเลสาบ และโอบล้อมด้วย 4 ขุนเขา

 

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น พร้อมเสิร์ฟชีสฟองดู แบบฉบับสวิสเซอร์แลนด์ (มื้อที่ 8)

ที่พัก                       CITY HOTEL OBERLAND หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

วันที่ 5               อินเทอลาเก้น • กรินเดอวาลด์ • ยอดเขายุงฟราวด์ • เลาเทอร์บรุนเนิน • ดิฌง (ฝรั่งเศส)     (เช้า/กลางวัน/เย็น)

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 9) 

นำท่านเดินทางสู่ เมืองกรินเดอวาลด์ (GRINDELWALD) ตั้งอยู่ในเขตอินเทอร์ลาเคิน-โอเบอร์ฮาสลี รัฐแบร์น เมืองอันเป็นจุดเริ่มต้นในการพิชิตยอดเขายุงฟราว Top Of Europe ตั้งอยู่ที่ความสูง 1,034 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ด้วยทัศนียภาพที่เป็นหุบเขา ที่มีบ้านสไตล์สวิสชาเลย์ตั้งอยู่โดยรอบทำให้มีความสวยงามแปลกตาจนเป็นเหมือนหน้าตาของสวิสเซอร์แลนด์ที่คุ้นเคย จากนั้นนำท่านนั่งรถไฟไต่เขาสู่ สถานียุงฟราวด์ (JUNGFRAUJOCH) เป็นอีก 1 ยอดเขา ของเทือกเขาแอลป์ที่คู่ควรแก่การพิชิตเป็นอย่างยิ่ง และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 1912  เมื่อถึงแล้ว นำท่านชม อุโมงค์น้ำแข็ง (ICE PALACE) ที่เจาะธารน้ำแข็งลึกเขาไปกว่า 30 เมตร มีประติมากรรมน้ำแข็งอยู่อย่างมากมาย และคงอุณหภูมิอยู่ที่ -3 องศา ตลอดทั้งปี และชม อุโมงโลกอัลไพน์ (ALPINE SENSATON) ที่จัดแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและธรรมชาติของชาวเมือง

นอกจากนั้นหากมีเวลาแนะนำให้ท่านชม พิพิธภัณฑ์ช็อคโกแลต LINDT และเลือกซื้อกลับเป็นไปเป็นของฝากจาก

ร้านช็อคโกแลตที่สูงที่สุดในโลก และนำท่านขึ้นสู่ JUNGFRAU PANORAMA VIEW จุดสูงสุดของสถานี ที่ 3,571 เมตร ให้ท่านได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

 Jungfraujochถือเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปด้วยความสูง 3,454เมตรเหนือระดับน้าทะเลซึ่งถือเป็นสุดยอดงานวิศวกรรมของการสร้างรถไฟไต่เขา และการเจาะอุโมงค์ภูเขาในศตวรรษที่ 19 เลยทีเดียว 

เที่ยง                 พิเศษ!! บริการอาหารกลางวันบนยุงฟราว ให้ท่านได้เต็มอิ่มกับบรรยากาศของทิวทัศน์สุดอลังการ (มื้อที่ 10)

พาท่านลงสู่อีก 1 เมืองชานเขายุงฟราว เมืองเลาเทอร์บรุนเนิน (LAUTERBRUNNEN) เมืองสวยอีกเมืองที่ต้องแวะชม เพราะเป็นที่ตั้งของ น้ำตกชเตาบ์บาค (STAUBBACH) ที่สูงกว่า 300 เมตร ผ่านซอกหน้าผาลงมาแบบไม่มีสิ่งกีดขวาง และเบื้องล่างเป็นหมู่บ้านน่ารักๆ ตัดกับทิวเขาที่ล้อมโดยรอบ

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองดิฌง (DIJON) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม. ผ่านชมทัศนียภาพอันงดงามที่เต็มไปด้วยขุนเขาทะเลสาบ และดอกไม้ป่า ที่สวยสดงดงาม ที่จะทำให้ท่านตื่นตาตื่นใจ ตลอดการเดินทางจนทำให้ท่านหลับตาไม่ลง เป็นแห่งเมืองชุมทางรถไฟ และศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส และเป็นเมืองที่มีลักษณะคล้ายปารีสอย่างมาก เดินทางถึงเมืองดิฌง

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารจีน (มื้อที่ 11)

ที่พัก                       HOTEL IBIS DIJON GARE หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

วันที่ 6               ดิฌง CHIC OUTLET LA VALLEE VILLAGE • ปารีส • จัตุรัสทรอกาเดโร ล่องเรือแม่น้ำแซน           (เช้า/-/เย็น)

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 12)

นำท่านเดินทางสู่ LA VALLEE VILLAGE OUTLET ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. แหล่งช้อปปิ้งที่รวมร้านค้าแบรนด์เนมดังมากมายกว่า 70 ร้าน สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้ง ที่ครบครันด้วยสินค้าชั้นนำต่างๆ มากมาย เช่น Celine, Kenzo, Longchamp, Polo, Blanc Bleu, Francois Girbaud, Paul Smith, Burberry, Valentino, Versace, Kevin Klein, Diesel, Samsonite, Armani, Cerruti, Dolce & Gabbana, Givenchy ฯลฯ อิสระให้ท่านเลือกซื้อสินค้าตามอัธยาศัย

เที่ยง                 อิสระรับประทานอาหารกลางวันภายใน OUTLET เพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาของท่าน

นำท่านเข้าสู่ นครปารีส (Paris) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. ชมจุดถ่ายรูปหอไอเฟลที่สวยที่สุด ณ จัตุรัสทรอกาเดโร (TROCADÉRO) แต่เดิมบริเวณนี้เคยใช้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ของประเทศอยู่หลายครั้ง แต่โด่งดังด้วยเพราะทัศนียภาพที่ท่านจะสามารถเห็น หอไอไฟล (EIFFEL) ได้อย่างไม่มีอะไรมาบดบัง โดยหอส่งสัญญาแห่งนี้นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของพาปารีสที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง หอไอเฟลนั้น ตั้งตามชื่อของสถาปนิกผู้ออกแบบ กุสตาฟ ไอเฟล เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในงาน แสดงสินค้าโลก ในปี 1889 เมื่อมีภาพยนตร์เรื่องใดที่จะกล่าวถึงปารีส ก็จะจะต้องมีโครงสร้างเหล็กเจ้าของความสูง 324 เมตร ที่เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก แห่งนี้อยู่ด้วยเสมอ

 ด้วยลักษณะที่แปลกตา สร้างความไม่คุ้นเคยต่อชาวปารีส ถึงขนาดมีการเรียกร้องให้รื้อทิ้งหลังจากงานสิ้นสุดลง แต่หอไอเฟลก็สามารถพิสูจน์ตัวเองและลบคำสบประหม่า จนกลายเป็นสถานที่แรกๆ ที่เมื่อมีคนพูดถึง

จากนั้นนำท่าน ล่องเรือแม่น้ำแซน ชมบรรยากาศรอบเมืองปารีส เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน เมืองที่โรแมนติกที่สุดของโลกในอีกมุมหนึ่งโดยในระหว่างทางนั้นจะผ่านสถานที่สำคัญๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น สะพาน PONT DE L′ALMA สะพานอเล็กซานเดอร์ที่ 3 พิพิธภัณฑ์ออร์แซ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ รวมไปถึงอาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส  ถือเป็นอีก 1 กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาปารีส 

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น พร้อมพิเศษ หอยเอสคาโก้ ต้นตำหรับฝรั่งเศส (มื้อที่ 13)

ที่พัก                       MERCURE PARIS VELIZY 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

 

วันที่ 7               พระราชวังแวร์ซายส์แกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ประตูชัยอาร์กเดอทรียงฟ์ ถนนช็องเซลีเซ         (เช้า/กลางวัน/เย็น)

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 14)

จากนั้น              นำท่านเดินทางเข้าชม พระราชวังแวร์ซายส์(Château de Versailles) ใช้เวลาเดินทางประมาณ30 นาที หนึ่งในพระราชวังที่มีคนพูดถึงมากที่สุด และยังเป็น1ใน7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย แต่เดิมนั้นเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่พระมหากษัตริย์ราชวงศ์บูร์บงโปรดมาล่าสัตว์เท่านั้นแต่เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่14 ครั้งทรงพระเยาว์ เสด็จตามพระราชบิดามาล่าสัตว์ ทรงโปรดพื้นที่บริเวณนี้มากเมื่อทรงขึ้นครองราชย์นจึงมีพระราชดำรัสให้สร้างพระราชวังแห่งใหม่แทนพระราชวังลูฟท์ที่กรุงปารีสโดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุดในโลก

ภายในพระราชวังนั้นประกอบไปด้วยห้องหับถึง700 ห้องมีภาพวาด6,123ภาพและงานแกะสลักถึง15,034 ชิ้นไฮไลท์สำคัญของพระราชวังแห่งนี้คงหนีไม่พ้นห้องกระจกซึ่งบริเวณผนังด้านขวานั้นประดับด้วยกระจกฉาบปรอทมากถึง 17 บาน แต่ละบานมีประกอบด้วยกระจก 21 แผ่นซึ่งในสมัยก่อนนั้นกระจกเป็นสิ่งที่มีราคาสูงมากเทียบเท่าทองคำเลยทีเดียว ซึ่งห้องกระจกแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ในการลงนามสนธิสัญญาสงบศึกในสงครามโลกครั้งที่1 ระหว่างฝ่านสัมพันธมิตร และฝ่ายจักรวรรดิเยอรมัน ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918

 ห้องกระจกแห่งแวร์ซายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของไทยครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 น าโดยออกพระวิสุทธสุนทร ในวันที่ 1 กันยายนปี พ.ศ. 2229 (1686)นับเป็นการส่งคณะฑูตสำเร็จอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับชาติยุโรปในประเทศไทย

เที่ยง                 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน (มื้อที่ 15) 

เดินทางกลับสู่กรุงปารีส นำท่านสัมผัสกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยนักช้อปปิ้งจากทั่วทุกมุมโลก ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางกรุงปารีส ณ แกลเลอรี่ ลาฟาแยตต์ (GALERIES LAFAYETTE) แวะถ่ายรูปด้านหน้า พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (LOUVRE MUSEUM) เป็นสถานที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกจำนวนมาก นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวในปารีสที่ต้องไปเยือน เพราะมีทั้งสถาปัตยกรรมอันวิจิตรงดงามและเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่

จากนั้นนำท่านถ่ายรูปกับ ประตูชัยอาร์กเดอทรียงฟ์ (ARC DE TRIOMPHE) วงเวียนที่เชื่อมถนน12 เส้นของปารีสไว้ โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสดุดีทหารฝรั่งเศสที่ร่วมรบในสงครามต่างๆ โดยเฉพาะในสงครามนโปเลียน เนื่องจากเริ่มสร้างในรัชสมัยของพระองค์หลังได้รับชัยชนะในสงครามยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1805 นอกเหนือจากนั้น ประตูชัยแห่งนี้ก็ยังเป็นที่ฝังศพทหารนิรนามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อีกด้วย อาร์กเดอทรียงฟ์ มีความสูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร และหนาถึง 22 เมตร ทางทิศตะวันตกยังเป็นที่ตั้งของถนนสายที่โด่งดังที่สุดของโลกสายหนึ่ง นั่นคือ ถนนช็องเซลีเซ (CHAMPS-ÉLYSÉES) ถนนที่ได้ชื่อมาจากสวนสวรรค์ของเหล่าเทพปกรนัมกรีก ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของการขยายพื้นที่สวยหย่อมของพระราชวังตุยเลอรี โดยเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ทรงมีพระราชดำรัสให้นำรูปแบบถนนช็องเซลีเซ มาสร้างเป็นถนนพระราชดำเนินกลางในกรุงเทพมหานคร ว่ากันว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่บนถนนแห่งนี้มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป และเป็นที่ตั้งของสินค้าแบรนด์ระดับโลกมากมายทั้ง Louis Vuitton, Hermès, Omega, Lacoste, Swarovski, Longchamp ก็มีให้เลือกสรรอย่างครบถ้วน หรือหากท่านใดสนใจจิบกาแฟ ทานเบเกอรี่ชิลๆ ตลอดถนนเส้นนี้ก็มีร้านให้ท่านได้เลือกชิมอย่างอัดแน่นเช่นกัน

ทางทิศตะวันตกยังเป็นที่ตั้งของถนนสายที่โด่งดังที่สุดของโลกสายหนึ่ง นั่นคือ ถนนช็องเซลีเซ (CHAMPS-ÉLYSÉES) ถนนที่ได้ชื่อมาจากสวนสวรรค์ของเหล่าเทพปกรนัมกรีก ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของการขยายพื้นที่สวยหย่อมของพระราชวังตุยเลอรี โดยเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ทรงมีพระราชดำรัสให้นำรูปแบบถนนช็องเซลีเซ มาสร้างเป็นถนนพระราชดำเนินกลางในกรุงเทพมหานคร ว่ากันว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่บนถนนแห่งนี้มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป และเป็นที่ตั้งของสินค้าแบรนด์ระดับโลกมากมายทั้ง Louis Vuitton, Hermès, Omega, Lacoste, Swarovski, Longchamp ก็มีให้เลือกสรรอย่างครบถ้วน หรือหากท่านใดสนใจจิบกาแฟ ทานเบเกอรี่ชิลๆ ตลอดถนนเส้นนี้ก็มีร้านให้ท่านได้เลือกชิมอย่างอัดแน่นเช่นกัน

ค่ำ                     รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น (มื้อที่ 16)

พักที่ MERCURE PARIS VELIZY 4* หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน

(โรงแรมที่นำเสนอเป็นโรงแรมเสนอเบื้องต้นเท่านั้น   ชื่อโรงแรมที่ท่านพักทางบริษัทจะทำการแจ้งพร้อมใบนัดหมาย  5-7  วันก่อนเดินทาง ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พัก ไปพักเมืองใกล้เคียงกรณีติดงานแฟร์หรือมีเทศกาล)

วันที่ 8               สนามบินนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล กรุงเทพฯ

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม (มื้อที่ 17)

นำท่านเดินทางสู่ สนามบินนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล (PARIS-CHARLES DE GAULLE AIRPORT) เพื่อทำการเช็คอิน และทำคืนภาษี (TAX REFUND)

12.30 น.            ออกเดินทางโดยสายการบินไทย แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ TG 931 บินตรงจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สู่กรุงเทพฯ

** สำหรับพีเรียดตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค 63  เที่ยวบินที่ TG 931

โดยจะออกจากปารีส เวลา 13.40 น. บินถึงกรุงเทพฯ เวลา 05.55 น. **

 

วันที่ 9               กรุงเทพฯ

06.00 น.            เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจมิรู้ลืม